ในยุคที่ปัญหาขยะ โดยเฉพาะ “ขยะพลาสติก” กลายเป็นประเด็นระดับโลก หลายประเทศจึงเริ่มนำแนวคิด EPR (Extended Producer Responsibility) หรือ “การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต” มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
EPR คือหลักการที่กำหนดให้ ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ของตนเองตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงปลายทางหลังการใช้งาน เช่น การจัดเก็บ การรีไซเคิล หรือการกำจัดของเสีย เป้าหมายคือเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ตัวอย่างการใช้ EPR ในต่างประเทศ
หลายประเทศได้นำ EPR มาปรับใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกันตามบริบท
สหภาพยุโรป (EU) ถือเป็นต้นแบบของโลก โดยกำหนดให้ผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะผ่านกฎหมาย Waste Framework Directive
เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย EPR ตั้งแต่ปี 2003 ควบคู่กับมาตรการลดการใช้ผลิตภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างจริงจัง
ฟิลิปปินส์ ออกกฎหมายเฉพาะด้านพลาสติกในปี 2022 บังคับให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องรีไซเคิลขยะพลาสติกอย่างน้อย 80%
ไต้หวัน ปรับระบบเป็นการเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ผลิต ส่งผลให้ระบบรีไซเคิลมีประสิทธิภาพสูง
อินโดนีเซีย และ เวียดนาม นำหลัก EPR มาใช้ผ่านกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการออกแบบสินค้าและระบบจัดการขยะอย่างยั่งยืน
แล้วประเทศไทยอยู่จุดไหน?
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงพัฒนากฎหมาย EPR ผ่านร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในปี 2027 นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการจัดการขยะของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
บทสรุป
EPR ไม่ใช่แค่กฎหมายสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “เครื่องมือเปลี่ยนพฤติกรรม” ที่ทำให้ผู้ผลิตต้องคำนึงถึงผลกระทบของสินค้าตลอดทั้งวงจรชีวิต ในขณะที่ทั่วโลกกำลังมุ่งสู่ความยั่งยืน แนวโน้มนี้ย่อมส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยต้องเตรียมตัวและปรับตัวให้ทันกับกติกาใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
Cr. PRO-Thailand Network


